(Higth Speed Shutter Killer): วีร์ สุนทรฉัตราวัฒน์
ดวงตาข้างหนึ่งแนบติดที่ช่องมองภาพขณะที่ดวงตาอีกข้างปิดตัวลงเพื่อให้ดวงตาที่เปิดอยู่นั้นสามารถมองภาพตรงหน้าได้อย่างคมชัด นิ้วมือด้านขวาวางทาบลงบนปุ่มชัตเตอร์รอคอยคำบัญชาจากเจ้าของเพื่อบันทึกภาพที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้า
นกกระจิบตัวน้อยสีน้ำตาลไหม้ยืนอาบแดดยามเย็นอยู่ที่ริมระเบียงของตึกฝั่งตรงข้าม แสงสีทองของแดดยามเย็นเวลานี้ช่วยแต่งแต้มผิวผนังของระเบียงแห่งนี้ซึ่งมีสีเขียวครึ้มของตะไคร้น้ำเกาะกุมให้แลดูขรึมขลังน่าค้นหาเป็นอย่างยิ่งและเมื่อได้ร่างของนกกระจิบน้อยตัวนี้เป็นฉากหน้าด้วยแล้วก็นับว่าเป็นจังหวะเวลาที่ควรค่าแก่การถูกบันทึกลงบนแผ่นฟิล์มสไลด์อย่างยิ่ง ทว่ายังไม่มีการบันทึกใด ๆ อย่างเป็นทางการนอกจากภาพบันทึกในจินตนาการของชายผู้ยืนนิ่งอยู่หลังกล้องราวหินผาที่ต้องคำสาป
สายตาเริ่มพร่ามัวเมื่อเขาจ้องมองเจ้านกกระจิบตัวนี้ผ่านเลนส์กล้องเป็นเวลานาน เขาใช้มือข้างซ้ายคอยเลื่อนปรับโฟกัสเพื่อควานหาความคมชัดให้แก่ภาพในเฟรมเมื่อระดับความชัดเป็นที่พอใจดั่งมโนภาพที่ร่างไว้ในใจเจ้านกกระจิบน้อยกลับโผบินสู่ท้องฟ้าเบื้องบนตามใจของมัน ตามสัญชาตญาณแห่งนก
"แช็ะ"
ความฉุนเฉียวเริ่มเกาะกินหัวใจและห้วงอารมณ์เมื่อเจ้านกน้อยเฉไฉไม่ยอมเป็นนางแบบแก่เขาโดยดีเช่นเดียวกับนกอีกสิบเอ็ดตัวก่อนหน้าที่โผหนีกล้องถ่ายรูปของเขาตั้งแต่เช้า เขาพยายามสะกดตนเองให้รู้จักกับความอดทนใหม่อีกครั้งพลางสอดส่องค้นหานางแบบตัวใหม่ ไล่เรียงสายตาจากซ้ายไปขวาจึงพบนกกระจิบสองตัวกำลังยืนสนทนากันที่ริมระเบียงแห่งเดิม ด้วยร่างเงาของตึกฝั่งที่เขาอยู่ยืนทอดทะมึนบดบังลำแสงจากดวงอาทิตย์ทำให้ภาพเจ้านกสองตัวไม่มีสีทองพาดผ่านไปถึง แต่การที่จะหานางแบบมายืนโพสท์ท่าถ่ายภาพเวลานี้ช่างยากเย็นเหลือเกินเขาจึงตัดสินใจขึ้นฟิล์มจัดการวัดแสงแต่แล้วภาพเจ้านกกระจิบสองตัวที่ปรากฎตรงหน้านี้กลับเว้าวอนผ่านเลนส์มายังเขาว่า แสงยังไม่สวยพอที่จะบันทึกมันเก็บไว้ เขาจึงเบือนหน้าออกจากช่องมองภาพเพื่อค้นหานางแบบตัวใหม่อีกครั้ง
ความอาลัยกับฉากหลังที่มีแสงเรืองทองอาบไล้สีเขียวครึ้มของตะไคร้น้ำบริเวณผนังริมระเบียงยังคงอ้อนวอนให้สายตาจ้องมอง หัวใจวิงวอนให้มีแม่นางแบบสักตัวลงมายืนเป็นแบบให้แต่ก็ยังไม่มีนางแบบตัวใดพึงพอใจที่จะมายืนอวดโฉมท่ามกลางแสงยามอัสดงค์ของวันนี้ เปลวไฟจากวัตถุทรงเหลี่ยมจึงถูกจ่อที่ปลายมวนบุหรี่เพื่อเป็นการฆ่าเวลาแห่งการรอคอย ไม่ทันที่เขาจะอัดควันเป็นหนที่ห้าของมวนเจ้านกกระจิบสีน้ำตาลก็ร่อนปีกโรยตัวมาจากฟ้าเบื้องบนลงมาหยุดยืน ร่างของมันต้องแสงสีทอง เขาไม่แน่ใจนักว่าเจ้านกตัวนี้เป็นนกตัวเดียวกันกับเจ้านกที่โผหนีไปเมื่อครู่หรือไม่แต่เขาก็ไม่ได้สนใจที่จะหาคำตอบนัก เขาสนใจเพียงเรือนร่างที่พร้อมไปด้วยอิสระของมันหลงใหลขนสีน้ำตาลไหม้ของนางแบบที่ตัดสลับกับประกายทองอย่างคนเพ่งพินิจภาพวาดบนผืนผ้าใบของศิลปิน ใจอันสั่นระรัวพร่ำบอกเขาว่ามันเป็นจังหวะเวลาที่เหมาะเจาะเหลือเกิน เขาค่อย ๆ ยกกล้องขึ้นสู่ระดับสายตาอย่างระแวดระวังอีกครั้งด้วยเกรงว่าเจ้านกน้อยจะตกใจตื่นตีปีกโบยบินหนีเขาไปอีก เขากำหนดลมหายใจเข้าออกอย่างแผ่วเบานิ้วมือข้างขวาวางทาบบนปุ่มชัตเตอร์อย่างเบาบางสายตาเขม็งตึงจ้องมองนกกระจิบตัวน้อยผ่านเลนส์
"อยู่ให้เราถ่ายเถอะนะแม่นางแบบ เราไม่ใช่นายพรานหรอก" เขากระซิบบอกเจ้านกน้อยในใจ
วันนี้ทั้งวันเขาจดจ่ออยู่กับการถ่ายภาพนกกระจิบที่ระเบียงห้องของตนเองบางจังหวะเวลาเจ้านกก็มาหยุดยืนอยู่ที่ริมระเบียงห้องของเขา เขาค่อย ๆ วางถ้วยกาแฟลงแล้วย่องไปหยิบกล้องถ่ายรูปสายตาไม่ลดละจากตัวนกมือข้างขวาทำการขึ้นฟิล์มแล้วย่องไปยังประตูบริเวณชานห้องครั้นประทับกล้องเข้ากับดวงตาเจ้านกกลับโผบินหนีหายไป และมันก็วนเวียนอยู่เช่นนี้แทบทั้งวันหรือว่าพวกนกมันจะคิดว่าเขาเป็นนายพรานผู้มาล้อเล่นกับความเป็นความตายของมัน นิ้วมือที่วางทาบบนปุ่มชัตเตอร์ช่างคล้ายคลึงกับนิ้วมือที่สอดค้างเตรียมเหนี่ยวไกของนายพราน เหนี่ยวไกเพื่อปลิดชีพของมันเพื่อว่าตนเองจะได้ขึ้นบัลลังค์อย่างผู้มีชัย เขาก็ต้องการไปสู่บัลลังค์อย่างผู้มีชัยเช่นกันเพียงแต่บัลลังค์ของเขาไม่จำเป็นต้องเสียเลือดสักหยดหยาดเดียว หรือเป็นเพราะบรรพบุรุษของเจ้านกเหล่านี้จะคอยเสี้ยมสอนลูกหลานของมันให้หวาดระแวงพวกมนุษย์ พวกมนุษย์ซึ่งไว้ใจไม่ได้ พวกมนุษย์ซึ่งคอยทำลายล้างทุกสรรพสิ่งที่อยู่บนโลก ที่อยู่รายล้อมอย่างบ้าคลั่งเพียงเพื่อผลประโยชน์ที่จะตกอยู่กับตนฝ่ายเดียว
"เราไม่ใช่นายพรานหรอกนะ" เขายังไม่ยอมลั่นชัตเตอร์เมื่อจินตภาพใหม่ ๆ ผุดขึ้นมาความต้องการที่จะเห็นภาพนกกระจิบตัวนี้สยายปีกบินสู่ท้องฟ้าเบื้องบนท่ามกลางแสงสีทอง เขาควรรอคอย รอคอย และรอคอย รอคอยจังหวะเวลาที่ปีกคู่นั้นจะแผ่กางลู่ลม เขาค่อย ๆ ใช้มือข้างขวาหมุนปรับที่ปุ่มกำหนดความเร็วชัตเตอร์จากห้าร้อยเป็นหนึ่งพันห้าร้อยขณะที่มือข้างซ้ายปรับเลื่อนตัวเลขหน้ากล้องให้รูรับแสงสามารถต้อนรับแสงภายนอกเข้ามามากขึ้นอย่างช้า ๆ โดยที่กล้องยังคงแนบชิดอยู่ที่ดวงตาเพื่อไม่ให้เจ้านกน้อยตื่นกลัวและไหวตัวทันในจังหวะที่เขาปรับกลไกของกล้องอยู่ เจ้านกน้อยยังคงยืนเก้ ๆ กัง ๆ โยกหัวขึ้น ๆ ลง ๆ ไม่ยอมโบยบินให้สมความตั้งใจของเขาเสียที
"ไม่เป็นไร เราจะรอจนกว่าเจ้าโผบิน" เขายิ้มที่มุมปากเมื่อนึกถึงภาพที่จะออกมามันเป็นภาพนกกระจิบกางปีกค้างกลางสายลมและแสงทองความว่องไวของมันจะถูกบันทึกโดยค่าความเร็วชัตเตอร์ที่สูงจนเราสามารถมองเห็นอิริยาบทที่มันกำลังจะเหิรสู่ฟ้า ชั่วขณะเจ้านกก็ทำให้เขาตกใจเมื่อมันหันมามองทางเขาที่ยืนอยู่สองสายตาประสานกันผ่านเลนส์มันจ้องมองมายังนัยน์ตาของเขาหรือว่ามันจะล่วงรู้ความลับของเขาเข้าแล้วมันจึงแกล้งยืนอยู่อย่างนั้นไม่ยอมโผบินให้สมใจของเขา แต่นั่นก็แสดงว่าเจ้านกมันไว้ใจเขาแล้วว่าเขาไม่ใช่นายพราน เขาเป็นเพียงนักอดทนที่ต้องการขึ้นสู่บัลลังค์อย่างผู้มีชัย
"เราไม่ใช่นายพรานหรอก เจ้านกน้อย" เขาเริ่มสบายใจและรู้สึกเหมือนตนเป็นผู้กำหนดบ้างพลันนึกถึงอิริยาบทที่มันจ้องมองมายังกล้อง หากเขากดชัตเตอร์ตอนนี้ภาพที่จะออกมาก็คงสวยสง่าดี เขาตัดสินใจเริ่มนับหนึ่ง...สอง...ในใจ เมื่อนับถึงสาม...นิ้วมือของเขาก็บรรจงกดลงบนปุ่มชัตเตอร์
"ปุ๊ก"
ร่างของนกกระจิบเซถล่าก่อนที่จะร่วงลงสู่พื้นดินที่อยู่ต่ำจากจุดที่มันยืนอยู่ประมาณ 4 เมตร เขารีบชะโงกหน้าลงไปมองพื้นดินเบื้องล่างเห็นนกกระจิบนอนนิ่งบนพื้นปูนซีเมนต์ข้าง ๆ ร่างของเจ้านกมีคราบเลือดแดงสดเปรอะเป็นหย่อม ๆ เขางุนงงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่กล้ามองเจ้านกเคราะห์ร้ายอีกต่อไปสมองอื้ออึงคล้ายมีเสียงก้องกังวานย้อนกลับมา เขารีบพาตัวเองกลับเข้ามาในห้อง
"เราไม่ใช่นายพราน เราไม่ใช่นายพราน"
ขณะนี้เจ้านกกระจิบนอนนิ่งในอุ้งมือเล็ก ๆ ของเด็กชายหัวเกรียน เด็กชายหัวเกรียนมองร่างไร้วิญญานของมันอยู่ครู่ก่อนหันไปตีคิ้วให้กับเพื่อนที่มาด้วย
"มือไม่ตกเลยนะมึง เหี้-แม้ว" เด็กที่ถูกเรียกว่าแม้วยิ้มอย่างภาคภูมิก่อนละสายตาจากอุ้งมือของเพื่อนหัวเกรียนที่เกรอะกรังคราบเลือดมายังหนังสติ๊กที่อยู่ในกำมือของตนพร้อมชูมันขึ้นเหนือหัวราวกับขุนศึกผู้ชูคมดาบแวววามหลังสมรภูมิรบดูเหมือนว่ารอยยิ้มของเด็กชายแม้วที่มุมปากนั้นจะเป็นรอยยิ้มที่ดูยิ่งใหญ่เหนือสิ่งอื่นใด ....
....โว้ววว ไม่ใช่นายพราน ไม่ใช่นาย นกน้อยนอนแน่นิ่ง...อืมมมม เขียนดีเนอะ แอดไว้เลยละกัน